บทความ มารู้จักลูกคิดกัน… เทคโนโลยี

1645510611

วันที่เผยแพร่: Tue 22 February 2022

   มนุษย์มีวิวัฒนาการในการหาเครื่องมือช่วยในการคำนวณมากมายตามแต่สภาพท้องที่หรือถิ่นฐานที่อาศัยอยู่นั้น ๆ เชื่อกันว่าลูกคิดมีวิวัฒนาการมาจากการใช้มือและเท้าเพื่อช่วยในการคำนวณ พัฒนาต่อมาจนเป็นลูกหิน โดยมีการใช้เชือกผูกร้อยลูกหินเป็นแนวยาวและมีวิวัฒนาการเรื่อยมาจนเป็นลูกคิดที่มีลักษณะเป็นรางโครงสี่เหลี่ยม และมีแกนร้อยตัวเป็นลูกคิดกลม ๆ  แบ่งเป็น ด้านบนและด้านล่าง ด้านบนจะมีลูกคิด 2 เม็ดขณะที่ด้านล่างในรางไม้จะมี 5 ลูกแบ่งเป็นแถวเรียงกันไปอย่างที่เรารู้จักกัน ลักษณะสำคัญของลูกคิดคือการคิด การคิดด้วยลูกคิดซึ่งสามารถหาผลลัพธ์ทันที โดยไม่ต้องเขียนลงในกระดาษเพียงแต่เลื่อนลูกคิดขยับขึ้นลง

   มีข้อมูลกล่าวถึงที่มาของลูกคิดในด้านหนึ่งไว้ว่า มีต้นกำหนดมาจากอาณาจักรโบราณของเมโสโปเตเมีย ในช่วงประมาณ 3,000 ปีก่อนคริสตกาล แต่ก็ไม่สามารถระบุได้ถึงว่าบุคคลใดเป็นผู้คิดค้นขึ้น แต่ทั้งนี้ในประวัติศาสตร์กลับมีข้อมูลที่ยืนยันได้ว่า ลูกคิดเป็นที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในประเทศจีน อีกข้อมูลด้านหนึ่งก็มีการกล่าวอ้างว่า นักดาราศาสตร์และนักคณิตศาสตร์ชาวจีนเป็นผู้ประดิษฐ์ขึ้น

   ลูกคิดสามารถพบเห็นได้ทั่วไปจากหลาย ๆ ประเทศในภูมิภาคต่าง ๆ มีมากมาหลายแบบ เช่น บาบิโลน โรมัน จีน ญี่ปุ่น แต่ที่เป็นที่นิยมและเป็นที่รู้จักกันทั่วไปส่วนใหญ่คือลูกคิดแบบจีน มีชื่อเรียกว่า “ซว่านผาน” รองลงมาคือ แบบญี่ปุ่น ที่เรียกว่า “Soroban”

   ลูกคิดนับเป็นเครื่องมือหรืออุปกรณ์หนึ่งที่อาจเรียกได้ว่า ถูกเทคโนโลยีกลืนหายไปหรือถูกเลิกใช้งานไปในที่สุดเมื่อมีเทคโนโลยีเครื่องคิดเลขอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาแทนที่ ที่คนรุ่นใหม่อาจไม่เคยได้ใช้หรือไม่เคยได้พบเห็น ปัจจุบัน มติการประชุมว่าด้วยมรดกโลกครั้งที่ 8 ประจำปี 2556 ของคณะกรรมการองค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก ประกาศ เป็นทางการให้อุปกรณ์ “ลูกคิดจีน” เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของโลก

   เป็นอย่างไรบ้างกับเรื่องราวของลูกคิด พอจะช่วยทำให้คลายความคิดถึงสำหรับคนที่เคยใช้งาน หรือพอจะทำให้อยากเห็นและอยากใช้กันบ้างไหมสำหรับใครที่ไม่เคยเห็นไม่เคยใช้

 

แหล่งที่มา
https://www.scimath.org/article-mathematics/item/10616-2019-09-02-01-29-55

หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

Hits 479 ครั้ง


ขอบคุณ ที่มา : https://www.stkc.go.th/stiarticle/%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *